บริษัท กัปตัน โค๊ทติ้ง จำกัด

7 เคล็ดลับทาสีบ้านเก่าให้ดูโมเดิร์น

กระแสความนิยมของการออกแบบบ้านเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ทำให้เจ้าของบ้านหลายคนมีแผนการรีโนเวทบ้านหลังเก่า ให้กลายเป็นบ้านแสนสวยสุดโมเดิร์น ด้วยการเปลี่ยนสีทาบ้านและตกแต่งภายในใหม่ ก็สามารถดึงความสดใสให้บ้านหลังโปรดให้น่าอยู่มากยิ่งขึ้น 

บทความนี้มีคำแนะนำในการเปลี่ยนบรรยากาศบ้านที่เก่าให้กลับมามีชีวิตชีวา ด้วยการทาสีบ้านเก่าให้ดูโมเดิร์นแบบสุดๆ พร้อมกับเคล็ดลับง่ายๆ ที่คุณก็ทำได้ ช่วยเปลี่ยนบ้านหลังเก่าให้มีสีสันสวยงามและทนทานได้ยาวนาน

ทาสีบ้านเก่า เปลี่ยนบรรยากาศสู่ความโมเดิร์น 

ทาสีบ้านเก่า เปลี่ยนบรรยากาศสู่ความโมเดิร์น 

การออกแบบ บ้านสไตล์โมเดิร์น ได้รับอิทธิพลมาจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ในช่วงศตวรรษที่ 18 โดยเน้นคอนเซ็ปการตกแต่งให้มีความความเรียบง่ายที่แฝงไปด้วยความทันสมัย ร่วมไปกับการจัดสรรพื้นที่ให้ตอบโจทย์การใช้งานอย่างคุ้มค่า และใช้การตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์รูปทรงเรขาคณิต ที่มีความเรียบง่ายเป็นคีย์เวิร์ดหลักในการตกแต่ง

สำหรับใครที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศบ้านหลังเดิม มีความโมเดิร์นได้ ก็ต้องเริ่มจากการเลือกโทนสีทาบ้านที่ใช่ ร่วมไปกับการตกแต่งที่คงความเรียบง่าย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าตัวเลือกโทนสีบ้านจะมีเพียงแค่สีขาว หรือสีเปลือกไข่เท่านั้น 

เพราะปัจจุบันนี้มีโทนสีมากมายที่สื่อถึงความทันสมัยได้อย่างดี เช่น สีส้มอมชมพู, สีเขียวน้ำทะเล, สีเทาอมฟ้า เป็นต้น

เมื่อคุณเข้าใจคอนเซ็ปของบ้านสวยสไตล์โมเดิร์นแล้ว ก็สามารถเริ่มวางแผนการตกแต่งบ้าน ตั้งแต่การเลือกสีห้อง รวมถึงการปรับพื้นที่ใช้สอยต่างๆ ให้เกิดประโยชน์ พร้อมมองหาของแต่งบ้านหรือเฟอร์นิเจอร์รูปทรงเรขาคณิตที่มีสีสันสอยคล้องกลมกลืนไปกับสีห้อง เท่านี้บ้านหลังเก่าก็กลายเป็นบ้านสวยสไตล์โมเดิร์นในสไลต์ที่เป็นคุณแล้ว

7 เคล็ดลับ ทาสีบ้านเก่า ให้เจิดกว่าใคร

7 เคล็ดลับ ทาสีบ้านเก่า ให้เจิดกว่าใคร 

หากคุณอยากจะพลิกโฉมสีบ้านเก่าให้กลับมาสวยงามทันสมัย เนื้อสีติดทนนาน และตอบโจทย์การใช้ชีวิตในปัจจุบันไปพร้อมๆ กัน เรามีทางลัดเปลี่ยนบ้านเก่าเป็นบ้านสวย พลิกโฉมบ้านหลังเดิมให้กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นได้

1. โทนสีทาบ้าน มีผลต่อบรรยากาศรอบตัว

ก่อนเริ่มลงมือพลิกโฉมบรรยากาศเก่าๆ สู่ความทันสมัย สิ่งสำคัญของการทาสีบ้านเก่า คือการเลือกโทนสีที่เหมาะสมกับแต่ห้องภายในบ้าน โดยคำนึงถึงการใช้งานในบริเวณนั้น แล้วคิดดูว่าโซนนี้ที่เราต้องการทาสีจะให้ความรู้สึกแบบไหน เพื่อสร้างบรรยากาศรอบตัวให้เต็มไปด้วยความน่าอยู่

โดยความสำคัญของการเลือกโทนสีทาบ้าน ไม่ได้มอบเพียงความสวยงามให้บ้านของคุณเท่านั้น แต่สีโทนต่างๆ ก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบในการสื่ออารมณ์ได้อย่างชัดเจน หากเลือกโทนสีทาบ้านที่เหมาะสมต่อรูปแบบการใช้งานของห้อง ก็จะยิ่งช่วยเพิ่มความสุขกับการใช้ชีวิตในบ้านได้อีกด้วย

1.1 สีโทนเย็น 

เหมาะสำหรับห้องรับแขก ห้องกินข้าว โถงทางเข้าบ้าน เพื่อให้ความรู้สึกเป็นมิตร ต้อนรับผู้มาเยือนให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย ช่วยสร้างเวลาแห่งความสุขได้ดี โดยสีโทนเย็นที่นิยมใช้ คือ สีขาว สีครีม สีเอิร์ตโทน หรือ ชมพูอ่อน เป็นต้น

นอกจากนี้สีโทนเย็นเฉดอื่นๆ อย่าง สีฟ้า สีเขียว และสีม่วง ก็เป็นที่นิยมในการทาสีบ้านเก่าให้มีชีวิตชีวาอีกครั้งเช่นกัน เพราะโทนสีนี้จะช่วยทำให้ภาพรวมของบ้านบ้านดูสบายตามากขึ้น 

1.2 สีโทนร้อน

แหล่งสีแห่งพลัง ความสร้างสรรค์ ความสนุกสนาน ที่จะช่วยกระตุ้นบรรยากาศในบ้านคุณให้มีความครื้นเครงยิ่งขึ้น ซึ่งโทนสีนี้เหมาะกับ ห้องออกกำลังกาย มุมทำงานเป็นอย่างมาก เพราะจะช่วยสร้างแรงผลักดันได้เป็นอย่างดี โดยสีที่นิยมใช้ คือ สีแดง สีส้ม สีเหลือง เป็นต้น

นอกจากมุมทำงาน หรือห้องออกกำลังกายแล้ว สำหรับห้องรับแขกเองก็เหมาะกับสีโทนร้อนเช่นกัน เพราะเฉดสีโทนนี้จะสร้างสีสันให้คุณ และแขกคนพิเศษได้สัมผัสถึงบรรยากาศของความสดชื่น การสังสรรค์ สร้างบรรยากาศของความสนุกสนานอย่างเต็มที่

2. เตรียมพื้นผิวให้พร้อมก่อนทาสีบ้านเก่า

ขั้นตอนสำคัญที่เราไม่ควรมองข้ามเป็นอันขาด เพื่อให้การทาสีบ้านเก่าของเราติดทนนาน และป้องกันปัญหาสีบ้านลอกร่อน ซึ่งพื้นผิวในแต่ละบริเวณของตัวบ้านก็อาจจะมีหลากหลายทั้ง ไม้ ปูน เหล็ก จึงจำเป็นต้องปรับพื้นผิวของแต่ละบริเวณให้มีความพร้อม ก่อนการซ่อมแซมและเติมแต่งสีสันทับลงไป

  • พื้นผิวปูน – ให้ขูดสีเก่าที่หลุดร่อนออกให้หมด จากนั้นทำความสะอาดด้วยน้ำเปล่าพร้อมขัดด้วยแปรง แล้วมองหารอยร้าวหรือจุดชำรุดเพื่อทำการโป๊วหรือแก้ไข จากนั้นใช้กระดาษทรายขัดพื้นผิวปูนให้พื้นผิวเรียบเสมอกัน จึงจะทำการลงสีรองพื้นปูนแล้วตามด้วยสีทาทับหน้าที่คุณต้องการ
  • พื้นผิวไม้ – ให้ตรวจสอบสภาพพื้นผิวก่อน โดยถ้าพบว่ามีจุดไหนที่มีสีเก่าลอกล่อน ก็ให้ใช้เกรียงแซะออก จากนั้นขัดพื้นผิวด้วยกระดาษทราย และถ้ามีรอยแตกร้าว รอยตะปูเก่า ก็ให้ทำการอุดโป๊วให้เรียบร้อย
  • พื้นผิวเหล็ก – พื้นผิวนี้ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมากโดยเฉพาะ “สนิม” หากเกิดสนิมบริเวณพื้นผิวนี้ ให้ใช้กระดาษทรายขัดออกจนเกลี้ยง แล้วจึงปิดท้ายด้วยการทาน้ำยากันสนิม

3. ปกป้องพื้นผิวของตัวบ้านให้ห่างจากเชื้อรา

บริเวณพื้นผิวนอกบ้านต้องปะทะกับฝุ่น แดด ฝน รวมไปถึงตัวบ้านในจุดที่สัมผัสกับความชิ้นอยู่ตลอด  อาจทำให้เกิดคราบสกปรกสะสม ที่ก่อให้เกิดปัญหาเชื้อราและตะไคร่น้ำบนพื้นผิวของบ้าน 

เพื่อให้การทาสีบ้านเก่าของคุณมีประสิทธิภาพสูงสุด การปกป้องพื้นผิวจากเชื้อราจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างมาก ซึ่งหลังจากเตรียมพื้นผิวของบ้านและทำความสะอาดเรียบร้อย เมื่อผนังแห้งสนิท ก็ให้ทาน้ำยาป้องกันเชื้อรา รอจนผนังแห้งอีกครั้งก็เตรียมลงมือขั้นตอนถัดไปในการทาสีบ้านเก่าได้เลย

4. ทาสีรองพื้นก่อนเริ่มทาสีจริง

การทาสีรองพื้นก่อนลงสีจริง จะช่วยให้เนื้อสีทาบ้านของคุณดูสวยสด ชัดเจน ไม่ผิดเพี้ยน และที่สำคัญยังยึดเกาะติดผนังได้แข็งแรง ยาวนานอีกด้วย 

เคล็ดลับทาสีรองพื้น  

  • พื้นผิวปูน เลือกน้ำยารองพื้นสำหรับปูนเก่า เพื่อเสริมการยึดเกาะของเนื้อสี โดยทาทั่วบริเวณผนังที่ต้องการ 1 ครั้ง รอจนแห้ง อย่างน้อย 12 ชั่วโมง ก่อนลงมือทาสีทับหน้าด้วยสีน้ำอะคริลิก
  • พื้นผิวไม้ หากเป็นสีทึบลาย ให้เลือกใช้สีรองพื้นไม้กันเชื้อรา ในการทารองพื้นไม้จำนวน 1 เที่ยว จะช่วยป้องกันการเกิดเชื้อราบนเนื้อไม้ และช่วยเพิ่มการยึดเกาะของสีทับหน้าได้ดีขึ้น จากนั้นจึงตามด้วยสีทับหน้าที่เป็นสีน้ำมัน
  • พื้นผิวเหล็ก เลือกสีรองพื้นทาเหล็กกันสนิม เพื่อป้องกันการเกิดสนิม จากนั้นลงสีทับหน้าที่เป็นสีน้ำมัน

5. ทาสีบ้านเก่าให้สวยเนียนยิ่งขึ้นต้องย้ำ 2 รอบขึ้นไป

บ้านหลังโปรดจะมีสีสวยเด่นชัดขึ้นอีกเป็นเท่าตัว หากคุณทาสีบ้านเก่า 2-3 รอบ โดยทิ้งระยะเวลาในการทาสีให้ห่างกันประมาณ 3 ชั่วโมง หรือรอให้สีในแต่ละรอบให้แห้งสนิทก่อน จึงจะสามารถลงสีทับหน้าในรอบถัดไปได้ เพราะหากทาทับเลยสีจะเกาะกันเป็นก้อนทำให้พื้นผิวไม่สวยงาม

เคล็ดลับเลือกประเภทสีทาบ้าน: พื้นผิวปูนใช้สีทาบ้านเนื้ออะคริลิก โดยให้ดูประเภทการใช้งานภายนอกและภายในให้ดี ส่วนพื้นผิวไม้หรือเหล็กให้เลือกใช้สีน้ำมัน 

ขอแนะนำ สีน้ำกัปตัน รีเพ้นท์ ทาภายนอกและภายในชนิดกึ่งเงา 
ที่มารูปภาพ Captaincoating

ขอแนะนำ สีน้ำกัปตัน รีเพ้นท์ ทาภายนอกและภายในชนิดกึ่งเงา 

สีที่เหมาะสำหรับทาบ้านเก่าโดยเฉพาะ พัฒนาขึ้นด้วยนาโนเทคโนโลยี “แกรไฟต์ ซิลิโคน เรซิ่น” ที่มีอนุภาคของโมเลกุลขนาดเล็ก ทนทานเหนียวแน่น ช่วยให้ฟิล์มสีสามารถกันน้ำเข้า ระเหยไอน้ำและความชื้นออกจากผนังได้ พร้อมด้วยเทคโนโลยีไตรชิลด์ ที่ช่วยป้องกันและแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ช่วยคืนความสวยให้บ้านเก่าของคุณดูสดใสยิ่งขึ้น

อีกทั้งยังช่วยป้องกันการเกาะตัวของฝุ่นบนพื้นผิว เช็ดล้างทำความสะอาดง่าย จึงทำให้บ้านดูใหม่อยู่เสมอ และยังป้องกันรังสียูวีจากแสงแดด ทนต่อสภาวะอากาศร้อนของเมืองไทยได้เป็นอย่างดี

6. ทาสีบ้านเก่าให้กรอบบ้านไม่เปื้อน

ทาสีบ้านเก่าให้ดูโมเดิร์นขึ้นทั้งที ก็ต้องพกความเนี้ยบมาเก็บรายละเอียดบ้านกันสักหน่อย ด้วยเคล็ดลับการทาสีบ้านไม่ให้เปื้อนขอบ หรือกรอบบ้าน โดยวิธีการนี้อาจจะใช้เวลากันสักหน่อย แต่รับรองว่าง่ายและบ้านสวยแน่นอน 

เพียงนำกระดาษกาวสำหรับรองทาสี มาแปะบริเวณรอยต่อหรือขอบที่เราต้องการเลี่ยงการสีนั้นๆ พอสีแห้งก็ค่อยๆ ดึงออก โดยใช้คัตเตอร์หรือใช้ไดร์เป่าผมก็ได้เช่นกัน โดยการเลือกใช้กระดาษกาวสำหรับทาสีโดยเฉพาะ จะช่วยให้สีที่ทาลงไปไม่เลอะขอบ คมชัดสวยงาม เมื่อแกะออกแล้วได้งานสีที่เนี้ยบกว่า

7. กลบกลิ่นฉุนตอนทาสีบ้านเก่า

หลังจากการทาสีใหม่ลงไปแล้ว อาจจะมีกลิ่นฉุนกวนใจเกิดขึ้นจากส่วนผสมของสีและสารเคมีบางชนิด โดยเคล็ดลับสำหรับคนที่ไม่ปลื้มกลิ่นฉุนของสีทาบ้าน คือการวางถ่านและหัวหอมไว้ในบริเวณที่ทาสีบ้านเก่า หรือจะเลือกใช้สีทาบ้านที่ปราศจากสาระเหยที่เป็นพิษ มีกลิ่นอ่อน ไม่ทำให้เกิดกลิ่นอับชื้นปลอดภัยต่อคนอยู่อาศัย ก็รับรองได้เลยว่าปัญหากลิ่นฉุนหลังจากการทาสีบ้านเก่าก็จะหมดไป ช่วยให้คุณพักอาศัยในบ้านได้อย่างสบายใจ

ทาสีบ้านเก่าเปลี่ยนบรรยากาศเดิม ให้เต็มไปด้วยความสุขได้

แม้กระแสความนิยมจะเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่สีทาบ้านก็ยังคงเป็นหนึ่งในวิธีการสำคัญที่จะช่วยปรับบรรยากาศเดิมๆ ในบ้านให้เต็มไปด้วยความสุขได้อีกครั้ง เพียงเลือกการทาสีบ้านเก่า แล้วปรับเปลี่ยนของแต่งบ้านให้บรรยากาศกลมกลืนกัน เท่านี้บ้านหลังเดิมก็กลายเป็นบ้านสุดโมเดิร์นตามที่คุณจินตนาการไว้แล้ว

สำหรับความโมเดิร์นไม่ได้มีกรอบตายตัวที่จะต้องยึดเป็นหลัก ดังนั้นการสร้างสรรค์สีบ้านให้สวยงาม ควรมาจากความชอบและความตั้งใจของเจ้าของบ้าน ด้วยการเลือกสีทาบ้านที่ชอบ ให้เข้ากับเฟอร์นิเจอร์ที่ใช่ พร้อมนำเคล็ดลับของการทาสีบ้านมาประยุกต์ใช้ เพียงเท่านี้บ้านหลังเดิมก็จะกลายเป็นแหล่งรวมความสุขสุดโมเดิร์น ในฉบับของคุณอย่างแน่นอน