บริษัท กัปตัน โค๊ทติ้ง จำกัด

สีทาบ้าน เลือกยังไงถึงถูกหลัก? เผยเคล็ดลับการเลือกครบใน 5 นาที

การเลือกซื้อสีทาบ้านให้ถูกหลักการใช้งาน จะช่วยให้พื้นผิวที่เราต้องการทาสีนั้น ได้สีที่สวยงามตามต้องการ และยังทำให้คุณสมบัติของเนื้อสี สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ช่วยให้สีอยู่ทน อยู่นาน ไร้กังวลปัญหาตามมา

บทความนี้มาทำความรู้จักกับชนิดของสีทาบ้าน และวิธีการเลือกสีทาบ้านให้ถูกหลักการใช้งาน ที่คุณสามารถนำไปเลือกซื้อสีทาบ้านที่เหมาะสมได้เอง

การแบ่งชนิดของสีทาบ้าน

ก่อนที่จะเลือกสีทับหน้าหรือสีที่เราเลือกใช้ทาบ้าน มาทำความรู้จักกับชนิดของเนื้อสีกันก่อน เพราะเนื้อสีแต่ละชนิด จะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไปตามวัตถุประสงค์ของการใช้งาน โดยแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลักๆ ได้แก่

1. สีน้ำอะคริลิค 

เป็นสีน้ำพลาสติกที่เกิดจากการนำกาวชนิดหนึ่ง ที่มีคุณสมบัติในการยึดเกาะ และทนต่อสภาวะอากาศได้ดี ไปผสมกับแม่สี รวมถึงสารเติมแต่งอื่นๆ ที่ทำให้สีชนิดนี้ไม่ละลายน้ำ หลุดร่อนได้ยาก จึงเหมาะกับการใช้ในการทาอาคารหรือบ้านปูน งานคอนกรีต หรือกระเบื้องแผ่นเรียบ

โดยสีน้ำอะคริลิค ยังแบ่งประเภทการใช้งานออกเป็นสำหรับการใช้ทาภายใน และภายนอก ซึ่งมีสัดส่วนของเนื้อสีและคุณสมบัติที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นหากจะเลือกใช้สีชนิดนี้ก็ต้องดูว่า พื้นผิวที่เราจะนำไปทาอยู่ในอาคารหรือนอกอาคาร เพื่อให้เนื้อสีทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

2. สีน้ำมันหรือสีเคลือบเงา 

เป็นสีที่ผลิตขึ้นจาก Alkyd Resins ซึ่งเป็นน้ำมันชนิดหนึ่งที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรง และการยึดเกาะให้กับสารเคลือบผิว ที่นำไปผสมกับแม่สี เหมาะสำหรับการใช้ทาไม้หรือเหล็ก โดยจะให้ความเงางามและทำความสะอาดได้ง่าย หากจะใช้งานก็ต้องผสมกับทินเนอร์หรือนำ้มันสน เป็นตัวทำละลายก่อน 

เลือกสีทาบ้านให้ถูกประเภทการใช้งาน

เมื่อรู้แล้วว่าชนิดของสีทาบ้านมีอะไรบ้าง ต่อมาเป็นวิธีการเลือกสีทาบ้านให้ถูกประเภทการใช้งาน ซึ่งจะดูจากลักษณะพื้นผิวที่ใช้ทา โดยแบ่งออกเป็น 3 พื้นผิว คือ พื้นผิวปูน, พื้นผิวไม้ และพื้นผิวเหล็ก

1. สีทาบ้านสำหรับทาพื้นผิวปูน

สีทาบ้านสำหรับทาพื้นผิวปูน

เป็นสีที่ใช้สำหรับทาอาคาร หรือบ้านที่เป็นพื้นผิวปูน คอนกรีต จะใช้สีน้ำอะคริลิคในการทา โดยแบ่งสีออกเป็น 3 ประเภท ตามลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกัน ได้แก่

  • สีทารองพื้นปูน: สีชนิดนี้ใช้สำหรับการทารองพื้นก่อนลงสีทับหน้า (สีจริงที่ต้องการ) เพื่อลดความเป็นกรดของปูน และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการยึดเกาะของสีทับให้คงทน โดยสีทารองพื้นปูน ก็ยังมีทั้งรองพื้นปูนเก่า และรองพื้นปูนใหม่ ที่มีลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกันด้วย
  • สีทาภายนอก: เป็นสีทับหน้าที่ใช้สำหรับการทาพื้นผิวปูน หรือคอนกรีตนอกบ้าน เช่น ผนังนอกบ้าน, หลังคา, ดาดฟ้า โดยมีส่วนผสมของเนื้อสีอะคริลิค ที่เพิ่มประสิทธิภาพให้สีมีความทนทานกับทุกการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอยู่เสมอ ไม่ว่าจะฝนตก น้ำท่วมขัง เชื้อรา รังสียูวีจากแสงแดด รวมถึงปกปิดรอยแตกร้าวของตัวบ้านได้เป็นอย่างดี
  • สีทาภายใน: เป็นสีทับหน้าที่ใช้สำหรับการทาพื้นผิวปูนในอาคาร เช่น ผนังห้อง, ฝ้าเพดาน โดยจะมีความเข้มข้นของเนื้อสีอะคริลิคที่เยอะ ทำให้มีฟิล์มสีมีความนุ่มนวล เงางาม และเรียบเนียน มีคุณสมบัติที่ทนทานต่อการทำความสะอาด เช็ดถู สิ่งสกปรกต่างๆ ได้ง่าย ซึ่งไม่ทำให้เนื้อสีซีดจางลง อีกทั้งยังปราศจากสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อผู้อยู่อาศัย และกลิ่นไม่ฉุน

2. สีทาบ้านสำหรับงานไม้

สีทาบ้านสำหรับงานไม้

เป็นสีสำหรับบ้านไม้ใช้กับ ประตูไม้ กรอบหน้าต่าง พื้นไม้ หรือเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้ โดยจะมีสีสำหรับงานไม้อยู่ 2 ประเภท ที่มีลักษณะการใช้งานต่างกัน ได้แก่

  • สีเคลือบไม้: เป็นสีที่มีลักษณะฟิล์มโปร่งใส เมื่อทาลงบนเนื้องานไม้แล้วยังคงเห็นลวดลายเดิมอยู่ หรือการซ่อมแซมงานไม้เก่าให้กลับมาสวยเหมือนใหม่ ให้สีที่ใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด โดยมีคุณสมบัติในการรักษาเนื้อไม้ให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ทนต่อสภาพอากาศ และกันน้ำซึมขังในเนื้อไม้ที่เป็นต้นเหตุของเชื้อรา และการผุกร่อนของเนื้อไม้
  • สีทาไม้: เป็นสีน้ำมันที่มีลักษณะฟิล์มทึบ มีสีให้เลือกใช้หลากหลาย ใช้สำหรับทาบนงานไม้ที่ต้องการปกปิดพื้นผิวที่ไม่สวยงาม หรือไม่ต้องการโชว์ลายไม้ โดยก่อนการใช้สีทาไม้ จะต้องลงสีรองพื้นไม้เพื่อป้องกันเชื้อราด้วย

3. สีทาบ้านสำหรับงานเหล็ก

สีทาบ้านสำหรับงานเหล็ก

เป็นสีสำหรับทาเหล็กให้กับบ้านหรืออาคารที่โชว์โครงเหล็ก ระแนงเหล็ก รั้วเหล็ก โดยจะมีสีทาบ้านอยู่ 2 ประเภท ที่เหมาะกับการใช้ทางานเหล็ก ได้แก่

  • สีกันสนิม: จะทำหน้าที่เหมือนสีทารองพื้นปูน โดยจะช่วยเพิ่มการยึดเกาะของสีน้ำมันกับพื้นผิวเหล็ก และป้องกันผิวเหล็กไม่ให้สัมผัสกับอากาศจนเกิดสนิมขึ้นได้ง่ายๆ 
  • สีทาเหล็ก: เป็นสีน้ำมันที่มีลักษณะฟิล์มทึบ ใช้เป็นสีทับหน้างานเหล็กหลังจากลงสีกันสนิมเรียบร้อยแล้ว 

การเลือกชนิดฟิล์มสีทาบ้านให้เหมาะสม

นอกจากการเลือกสีทาบ้านในโทนสีที่ต้องการ และตรงกับประเภทใช้งานแล้ว สำหรับสีอะคริลิคและสีน้ำมัน จะมีชนิดของฟิล์มสีอยู่ 3 แบบ ที่ให้ความรู้สึกบนผิวสัมผัสที่แตกต่างกันออกไป ได้แก่

1. ฟิล์มสีทาบ้านชนิดด้าน

เมื่อทาลงไปบนพื้นผิว ฟิล์มสีชนิดนี้จะให้ลักษณะผิวที่ด้าน ดูเรียบเนียนสบายตา ไม่มีการเงาหรือสะท้อนแสงที่รบกวนสายตา 

จุดเด่นของฟิล์มสีชนิดด้าน จะช่วยปกปิดรอยต่างๆ ได้เป็นอย่างดี  จึงเหมาะกับการใช้ทาในห้องที่ไม่ได้ต้องการแสงมาก เช่น ห้องนอน โรงจอดรถ ห้องทำงาน

2. ฟิล์มสีทาบ้านชนิดเงา

เมื่อทาลงไปบนพื้นผิว ฟิล์มสีชนิดนี้จะให้ลักษณะผิวที่เงา ดูหรูหรา เหมือนมีฟิล์มมาเคลือบสีเอาไว้ และยังสะท้อนแสงได้ดี จึงทำให้ห้องดูสว่างมากขึ้น 

จุดเด่นของฟิล์มสีชนิดนี้ ด้วยความเรียบและมันเงา จึงสามารถทำความสะอาดได้ง่าย ทนต่อการเช็ดล้างเมื่อเกิดคราบเลอะ เหมาะกับการใช้ทาห้องที่เลอะได้ง่าย เช่น ห้องครัว ห้องเด็ก

3. ฟิล์มสีทาบ้านชนิดกึ่งเงา

ฟิล์มสีชนิดนี้จะให้ลักษณะผิวที่ดูเงาเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ด้านเกินไป โดยจะให้ความรู้สึกที่มินิมอล มีความเป็นธรรมชาติ ไม่สะท้อนแสงจนเกินไป และในขนณะเดียวกันก็ยังสามารถทำความสะอาดได้ง่ายอีกด้วย 

การคำนวณขนาดพื้นที่ในการทาสีให้พอดี

เมื่อเลือกสีกับชนิดฟิล์มสีที่ต้องการได้แล้ว ทีนี้มาดูกันต่อในเรื่องการคำนวณปริมาณสีที่ต้องใช้ ให้เหมาะสมกับการใช้งาน เพราะถ้าซื้อสีมาเยอะเกินไปก็อาจจะใช้ไม่หมด ทำให้เสียค่าใช้จ่ายเกินจำเป็น 

และในการทาสีทาบ้านนั้นจะต้องทาสี 2-3 รอบ เพื่อให้สีออกมาสวยงามตามต้องการ ดังนั้นการคำนวณปริมาณสีให้พอดี นอกจากจะได้ปริมาณสีที่พอดีแล้ว คุณยังสามารถรู้ค่าใช้จ่ายทั้งหมดก่อนตัดสินใจเลือกซื้อสีทาบ้านอีกด้วย

สูตรคำนวณพื้นที่ทาสีที่เหมาะสมกับปริมาณสีที่ใช้:

[พื้นที่ห้อง – (พื้นที่ประตู+หน้าต่าง)] / พื้นที่ใช้งานต่อตารางเมตรของสี = ปริมาณสีที่ต้องใช้ 

*ทั้งหมดใช้หน่วยเป็นตารางเมตร

ตัวอย่างการคำนวณ:

  • ต้องการทาสีผนังห้อง 4 ด้าน ด้านละ 12 ตร.ม (กว้าง 4 x สูง 3 เมตร) รวมผนังห้องทั้ง 4 ด้านมีขนาด 48 ตร.ม. 
  • มีประตู 1 บาน ขนาด 2 ตร.ม. (1 x 2 เมตร) 
  • หน้าต่างบานเลื่อน 3 ตร.ม. (ขนาด 1.5 x 2 เมตร) 
  • เลือกใช้สีกัปตันขนาด 1 แกลลอน พื้นที่ใช้งาน 30 ตร.ม. ต่อครั้ง (เป็นค่าเฉลี่ยต่อรุ่นที่ระบุข้างบรรจุภัณฑ์)

วิธีคำนวณ: [48 – (2+3)] / 30 = 1.5 ลิตร 

จากนั้นทำการแปลงลิตร เป็นแกลอน โดยนำไปหาร 3.785 (1 แกลลอน = 3.785 ลิตร)

จะได้ 1.5 / 3.785 = 0.4 เป็นปริมาณแกลอล ต่อการทา 1 รอบ

ดังนั้นการทาสีครั้งนี้ ก็เลือกขนาดของถังสีขนาด 1 แกลลอน ก็เพียงพอ ที่จะทาได้ 2-3 รอบ เพื่อรักษาคุณภาพของสีทาบ้านให้สดใสเหมือนใหม่อยู่เสมอ และต้องมีการทาสีรองพื้นก่อน จึงต้องคำนวณปริมาณของสีที่จะเลือกซื้อให้ดี

ที่สำคัญต้องอย่าลืมคำนึงถึงเรื่องพื้นผิวของผนังกับชนิดเนื้อสีที่เลือกใช้ ว่ามีการดูดซึมหรือการเคลือบผิวที่เหมาะกันหรือไม่ เพราะพื้นผิวบางชนิดอาจดูดซึมสีเยอะ ทำให้ต้องใช้สีในปริมาณที่มากขึ้น

เคล็ดลับสำหรับการทาสีบนผนังเก่า 

ก่อนทาสีใหม่ทับลงไป ต้องสังเกตคุณภาพของสีเก่าให้ดีก่อน เพื่อการเตรียมพื้นผิวที่เหมาะสมต่อความคงทนของสีทาบ้าน โดยแบ่งสีผนังเก่าออกเป็น 2 แบบคือ

1. สีเก่ายังติดแน่นผนังเดิมได้ดีอ ลูบแล้วไม่หลุดล่อน ก็ให้ซ่อมรอยแตกร้าวแล้วทำความสะอาดพื้นผิวให้เรียบร้อย จากนั้นรอให้แห้งก็สามารถทาสีใหม่ทับลงไปได้เลย

2. สีเก่าชำรุดมาก เกิดสีซีด เป็นฝุ่นผงหลุดร่อน ควรต้องลอกสีเก่าออกก่อน ด้วยแปรงลวดแล้วแซะสีออกให้หมดจนถึงเนื้อผนัง จากนั้นก็ซ่อมรอยแตกร้าวและแต่งผนังให้เรียบ ตามด้วยการเช็ดล้างทำความสะอาดแล้วทิ้งให้แห้ง จึงจะลงรองพื้นและตามด้วยสีทับหน้าได้

โดยทั้ง 2 เคล็ดลับการแก้ปัญหาสีเก่านี้ สามารถใช้การคำนวณปริมาณสีที่เหมาะสม ได้ตามสูตรด้านบนเลยครับ

เลือกสีทาบ้านให้เหมาะสม ไร้กังวลจากปัญหาตามมา

หลังจากที่คุณได้รู้จักกับชนิดของสีทาบ้าน ให้เลือกใช้งานของสีแต่ละประเภทให้ถูกหลัก รวมไปถึงการคำนวณปริมาณให้พอดีแล้ว ทีนี้คุณก็สามารถเลือกซื้อสีทาบ้านได้ได้ตามความคุ้มค่าที่คุณกำหนดได้เองแล้ว

นอกจากนี้ การเลือกซื้อสีก็ต้องอย่าลืมดูคุณสมบัติพิเศษ ที่เหมาะสมกับการใช้ทาลงบนพื้นผิวที่แตกต่างกันด้วย เพื่อให้บ้านมีสีที่สวยงามเหมือนใหม่อยู่เสมอ หมดปัญหากวนใจเรื่องสีทาบ้านซีดจาง และสีลอกร่อนในระยะยาวได้